V Clinic by Doctor Fang|Wipawee House of Aesthetic       
Evidence-Based Medical Edutainment

คลังบทความทางการแพทย์

บทความวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้า ควบคุมและเรียบเรียงโดย หมอฟาง (ว.53499) ประจำสาขากรุงเทพฯ และเชียงราย

Ulthera Prime vs Thermage FLX: เทคโนโลยีไหนเหมาะกับการยกกระชับผิวคนเอเชีย
All_Branches

Ulthera Prime vs Thermage FLX: เทคโนโลยีไหนเหมาะกับการยกกระชับผิวคนเอเชีย

Ulthera Prime ใช้เทคโนโลยี MFU-V โฟกัสลึกถึงชั้น SMAS เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย โครงหน้าไม่ชัด ส่วน Thermage ใช้ Monopolar RF เหมาะกับผู้ที่มีชั้นไขมันและผิวบาง การประเมินและวางแผนเวกเตอร์ใบหน้าดูแลโดย หมอฟาง (พญ. วิภาวี วงศ์ดี ว.53499) มีให้บริการทั้ง 5 สาขา ในกรุงเทพฯ (ทองหล่อ, บางนา, เอ็มโพเรียม) และเชียงราย (ท่าสาย, เซ็นทรัล)

หมอฟาง (ว.53499)อ่านต่อ →
ครีมทาผิวผสมไฮยาลูรอน vs ฟิลเลอร์ฉีด ต่างกันอย่างไร แบบไหนเหมาะกับใคร
All_Branches

ครีมทาผิวผสมไฮยาลูรอน vs ฟิลเลอร์ฉีด ต่างกันอย่างไร แบบไหนเหมาะกับใคร

ไฮยาลูรอนิกแอซิดในรูปแบบทาผิว (Topical HA) ออกฤทธิ์เพียงชั้นหนังกำพร้าเพื่อเติมความชุ่มชื้นและลดเลือนริ้วรอยตื้นชั่วคราว ขณะที่ฟิลเลอร์ฉีดเป็นหัตถการทางการแพทย์ที่ฉีด HA เข้าสู่ชั้นผิวหนังแท้หรือใต้ผิวโดยตรงเพื่อเติมเต็มโครงสร้างและปริมาตรที่สูญเสียไปอย่างแท้จริง ทั้งสองแบบมีจุดประสงค์และระดับผลลัพธ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง กลไกทางคลินิก: ทำไมผลลัพธ์จึงต่างกันคนละขั้ว หลายคนเข้าใจผิดว่า "ไฮยาลูรอน" คือสารตัวเดียวกันไม่ว่าจะอยู่ในขวดครีมหรือเข็มฉีด แต่ในทางการแพทย์ ความแตกต่างอยู่ที่ ตำแหน่งที่ออกฤทธิ์ และ โครงสร้างโมเลกุล ครีมหรือเซรั่ม HA ที่ทาภายนอกมีโมเลกุลขนาดใหญ่เกินกว่าจะซึมผ่านชั้นหนังกำพร้าได้ลึก ส่วนใหญ่จึงทำหน้าที่เป็นเพียง "ฟิล์มกักความชื้น" บนผิวหน้า ให้ผิวดูอิ่มน้ำ เนียนขึ้นในระยะสั้น แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาร่องลึก แก้มตอบ หรือโครงหน้าที่ยุบตัวได้ ในทางตรงกันข้าม ฟิลเลอร์ฉีดที่ใช้ในคลินิกเป็น HA ที่ผ่านกระบวนการ Cross-linking ให้โมเลกุลจับตัวกันแน่นและคงรูป เมื่อแพทย์ฉีดเข้าสู่ชั้นที่เหมาะสมด้วยเทคนิคเฉพาะทาง จะสามารถเติมปริมาตร ยกกระชับโครงหน้า และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในระยะยาวได้จริง ที่ V Clinic by Dr. Fang (VCDF) และ Wipawee House of Aesthetics (WHOA) เราเลือกใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และตัวยาแท้ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องจาก อย.

หมอฟาง (ว.53499)อ่านต่อ →
Ulthera PRIME vs Thermage FLX: หน้าเฟิร์มกระชับแบบไหนเหมาะกับผิวคนเอเชียมากกว่ากัน?
All_Branches

Ulthera PRIME vs Thermage FLX: หน้าเฟิร์มกระชับแบบไหนเหมาะกับผิวคนเอเชียมากกว่ากัน?

ทั้ง Ulthera PRIME และ Thermage FLX เป็นเทคโนโลยีไม่ผ่าตัดที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับการยกกระชับผิวหน้า แต่ทำงานด้วยพลังงานคนละชนิดและให้ผลลัพธ์ที่เหมาะกับปัญหาผิวแตกต่างกัน การเลือกเทคโนโลยีที่ถูกต้องสำหรับโครงสร้างผิวและไขมันใต้ผิวหนังแบบคนเอเชียจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อผลลัพธ์ที่ได้ กลไกการทำงานและความแตกต่างเชิงคลินิก Ulthera PRIME ใช้เทคโนโลยี Micro-focused Ultrasound with Visualization (MFU-V) ส่งพลังงานคลื่นเสียงโฟกัสลึกถึงชั้น SMAS (Superficial Musculo-Aponeurotic System) ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ดึงในการทำศัลยกรรมร้อยไหมหรือเฟซลิฟท์ กระตุ้นให้เกิดการหดตัวทันทีและสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่องในระยะ 3-6 เดือน เหมาะอย่างยิ่งกับคนไข้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงมาก โดยเฉพาะบริเวณกรอบหน้า ใต้คาง และลำคอ ซึ่งเป็นจุดที่คนเอเชียมักประสบปัญหาจากโครงสร้างกระดูกแก้มที่แบนกว่าชาวตะวันตก ในขณะที่ Thermage FLX ใช้พลังงานคลื่นวิทยุ (Monopolar Radiofrequency) ให้ความร้อนสม่ำเสมอทั่วชั้นผิวหนังและไขมันใต้ผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนแบบองค์รวม เหมาะกับผิวที่เริ่มมีริ้วรอยละเอียด ผิวหยาบกร้าน และต้องการความเรียบเนียนกระชับทั่วใบหน้าแบบ Overall Skin Tightening มากกว่าการยกกระชับเฉพาะจุด สำหรับคนไข้ผิวเอเชียที่มักมีไขมันใต้ผิวหนังหนากว่าและผิวหนังมีแนวโน้มหย่อนคล้อยแบบมี Volume Loss ร่วมด้วย แพทย์หญิง วิภาวี วงศ์ดี (หมอฟาง) (ว.53499), ผู้อำนวยการทางการแพทย์ มักแนะนำการประเมินแบบ Combination Protocol โดยพิจารณาจากผลอัลตราซาวด์วัดความหนาของชั้นไขมันและกล้ามเนื้อก่อนวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล ทาง V Clinic by Dr. Fang (VCDF) และ Wipawee House of Aesthetics (WHOA) เลือกใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และตัวยาแท้ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องจาก อย.

หมอฟาง (ว.53499)อ่านต่อ →
ร้อยไหมยกกระชับ ไม่ใช่แค่ "หน้าเรียว" แต่คือการฟื้นฟูโครงสร้างผิวจริงหรือไม่?
All_Branches

ร้อยไหมยกกระชับ ไม่ใช่แค่ "หน้าเรียว" แต่คือการฟื้นฟูโครงสร้างผิวจริงหรือไม่?

ร้อยไหมยกกระชับคือหัตถการทางการแพทย์ที่ใช้ไหมละลายกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ซึ่งนอกจากจะดึงยกกระชับโครงหน้าแล้ว ยังช่วยปรับสภาพผิวให้แน่นขึ้นในระยะยาวด้วยกลไกทางชีวภาพของร่างกายเอง การเลือกใช้ไหมที่ได้มาตรฐานและแพทย์ที่เข้าใจโครงสร้างใบหน้าจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดผลลัพธ์ กลไกทางคลินิก: ทำไมร้อยไหมถึง "มากกว่า" แค่ยกกระชับ หลายคนเข้าใจว่าร้อยไหมคือการดึงผิวให้ตึงเพียงชั่วคราวเหมือนการดึงเชือก แต่ในทางการแพทย์แล้ว กลไกที่แท้จริงซับซ้อนกว่านั้นมาก แพทย์หญิง วิภาวี วงศ์ดี (หมอฟาง) (ว.53499), ผู้อำนวยการทางการแพทย์ อธิบายว่า เมื่อไหมถูกฝังเข้าไปใต้ชั้นผิวหนังในระดับ SMAS (Superficial Musculo-Aponeurotic System) ไหมจะทำหน้าที่สองขั้นตอน ขั้นตอนแรก คือการ "ยก" ทางกายภาพ ไหมที่มีเงี่ยง (barb) หรือโครงสร้างพิเศษจะยึดเกาะเนื้อเยื่อและดึงส่วนที่หย่อนคล้อยให้กลับขึ้นสู่ตำแหน่งที่เหมาะสม ให้เห็นผลลัพธ์กระชับได้ตั้งแต่ช่วงแรกหลังทำ ขั้นตอนที่สอง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่หลายคนมองข้าม คือกระบวนการ "Neocollagenesis" หรือการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่รอบๆ เส้นไหมที่ฝังไว้ กระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน ทำให้ผิวหนังมีความหนาแน่นและยืดหยุ่นมากขึ้นจากภายใน ไม่ใช่แค่การดึงรั้งจากภายนอก นี่คือเหตุผลที่ผลลัพธ์ของร้อยไหมมักค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับเวลา ไม่ใช่หายไปทันทีที่ไหมละลาย ที่ VCDF เลือกใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และตัวยาแท้ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องจาก อย. ไทย และ US-FDA สามารถตรวจสอบเลข Lot ได้ทุกกล่อง เพื่อให้มั่นใจว่าไหมที่ฝังเข้าสู่ร่างกายมีคุณภาพและสลายตัวได้ตามมาตรฐานทางการแพทย์ คำถามที่พบบ่อยจากผู้เข้ารับบริการ ร้อยไหมแล้วหน้าจะดูฝืนหรือไม่เป็นธรรมชาติไหมคะ?

หมอฟาง (ว.53499)อ่านต่อ →
ไบโอสติมูเลเตอร์ กับวัยทอง: แนวทางการดูแลผิวพรรณภายใต้คำแนะนำของแพทย์
All_Branches

ไบโอสติมูเลเตอร์ กับวัยทอง: แนวทางการดูแลผิวพรรณภายใต้คำแนะนำของแพทย์

สรุปคำตอบโดยตรง ไบโอสติมูเลเตอร์ (Biostimulator) คือสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนชนิดหนึ่งที่แพทย์ของ V Clinic by Dr. Fang (VCDF) และ Wipawee House of Aesthetics (WHOA) อาจพิจารณานำมาใช้เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างผิวที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัย ซึ่งในผู้หญิงวัยทองอาจพบความเปลี่ยนแปลงของผิว เช่น ผิวบางลงหรือหย่อนคล้อย อันเนื่องมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน ทั้งนี้ ผลลัพธ์ของการรักษาขึ้นอยู่กับสภาพผิว สุขภาพ และการตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคล ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละราย และจำเป็นต้องได้รับการตรวจประเมินจากแพทย์ก่อนทุกครั้ง บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลความรู้ทั่วไปเท่านั้น มิได้มีเจตนาชี้นำหรือรับรองผลการรักษาแต่อย่างใด กลไกทางคลินิกและข้อมูลเชิงวิชาการ ในช่วงวัยหมดประจำเดือน มีข้อมูลทางวิชาการระบุว่าระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงอาจมีความสัมพันธ์กับอัตราการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวที่ลดลงด้วยเช่นกัน โดยมีงานวิจัยบางส่วนรายงานว่าอาจพบการเปลี่ยนแปลงของปริมาณคอลลาเจนในช่วง 5-10 ปีแรกหลังวัยหมดประจำเดือน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของผิวในแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันตามพันธุกรรม พฤติกรรม และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ร่วมด้วย ไบโอสติมูเลเตอร์ เช่น สารกลุ่ม Poly-L-Lactic Acid (PLLA) หรือ Calcium Hydroxylapatite (CaHA) เป็นสารที่ผ่านการขึ้นทะเบียนตามข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ โดยมีกลไกกระตุ้นให้เซลล์ไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) สร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามกลไกธรรมชาติของร่างกาย ซึ่งแตกต่างจากสารเติมเต็มทั่วไปที่เน้นเพิ่มปริมาตรเฉพาะจุด ทั้งนี้ ระยะเวลาและระดับผลลัพธ์ที่ได้ ไม่สามารถระบุเป็นค่าตายตัว และแตกต่างกันไปในผู้รับบริการแต่ละราย การฉีดไบโอสติมูเลเตอร์จำเป็นต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเท่านั้น เพื่อประเมินชั้นผิว ปริมาณสาร และตำแหน่งที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล การรักษาทุกหัตถการมีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ก้อนไต (nodule) บวม ช้ำ หรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ผู้รับบริการควรแจ้งประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่แก่แพทย์ก่อนตัดสินใจเข้ารับการรักษาทุกครั้ง สำหรับประเด็นด้านสุขภาพองค์รวมในวัยทอง เช่น คุณภาพการนอนหลับหรืออารมณ์ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดูแลด้านฮอร์โมนและสุขภาพกายโดยรวม ซึ่งอยู่นอกเหนือขอบเขตของหัตถการด้านผิวพรรณ ผู้ที่มีความกังวลด้านสุขภาพในลักษณะดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางที่เกี่ยวข้องโดยตรง คำถามที่พบบ่อย ไบโอสติมูเลเตอร์เหมาะกับผู้หญิงวัยทองทุกคนหรือไม่?

หมอฟาง (ว.53499)อ่านต่อ →
Uthera vs UFM: เทคโนโลยีไหนเหมาะกับผิวเอเชียวัย 35+ มากกว่ากัน
All_Branches

Uthera vs UFM: เทคโนโลยีไหนเหมาะกับผิวเอเชียวัย 35+ มากกว่ากัน

คำตอบโดยตรง Uthera และ UFM (Ultraformer MPT) ต่างเป็นเทคโนโลยี HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound) ที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวลึกโดยไม่ทำลายผิวชั้นบน แต่มีความแตกต่างด้านรูปแบบการปล่อยพลังงานซึ่งส่งผลต่อความเหมาะสมในผิวเอเชียวัย 35 ปีขึ้นไปที่มักมีชั้นไขมันใต้ผิวหนาและเม็ดสีผิวมากกว่าผิวตะวันตก การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมจึงควรพิจารณาจากสภาพผิวจริงและดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก V Clinic by Dr. Fang (VCDF) เป็นหลัก กลไกการทำงานทางคลินิกและข้อพิจารณาด้านความปลอดภัย เทคโนโลยี HIFU ทั้งสองระบบส่งพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงให้รวมจุดโฟกัส (Focal Point) ที่ชั้น SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System) และชั้นหนังแท้ลึก ก่อให้เกิดความร้อนเฉพาะจุดในระดับที่กระตุ้นกระบวนการ Collagen Biostimulation และ Neocollagenesis Uthera ใช้หัวปล่อยพลังงานที่ออกแบบมาเพื่อความแม่นยำระดับความลึกหลากหลาย (1.5mm – 4.5mm) เหมาะกับการปรับโครงหน้าและกระชับเนื้อเยื่อชั้นลึก ส่วน UFM (Ultraformer MPT) ใช้เทคโนโลยี Micro-Pulse Technology ยิงพลังงานเป็นจังหวะสั้นแทนการยิงต่อเนื่อง ช่วยลดความร้อนสะสมที่ผิวชั้นบน จึงอาจลดความเสี่ยงการเกิดรอยคล้ำหลังอักเสบ (Post-Inflammatory Hyperpigmentation - PIH) ได้ดีกว่าในบางกรณี ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในผิวเอเชียที่มี Fitzpatrick Skin Type III-V สำหรับผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป โครงสร้างคอลลาเจนเริ่มเสื่อมสภาพตามวัยอย่างชัดเจน การเลือกระดับพลังงานและความลึกที่เหมาะสมต้องประเมินจากความหนาของชั้นไขมัน ระดับการหย่อนคล้อย และประวัติการแพ้ง่ายของแต่ละบุคคล แพทย์หญิง วิภาวี วงศ์ดี (หมอฟาง) (ว.53499), ผู้อำนวยการทางการแพทย์ของ VCDF จะเป็นผู้ประเมินและกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละเคส โดยไม่มีเทคโนโลยีใดที่เหมาะกับทุกคนเสมอไป คำถามที่พบบ่อย Uthera และ UFM ให้ผลลัพธ์ต่างกันมากน้อยแค่ไหน?

หมอฟาง (ว.53499)อ่านต่อ →
ดูแลผิวหลังเลเซอร์กำจัดขนอย่างไร ให้ผิวเนียนใส ไม่ระคายเคือง?
All_Branches

ดูแลผิวหลังเลเซอร์กำจัดขนอย่างไร ให้ผิวเนียนใส ไม่ระคายเคือง?

การดูแลผิวหลังเลเซอร์กำจัดขนที่ถูกต้อง คือการเน้นให้ความชุ่มชื้น ปกป้องจากแสงแดด และหลีกเลี่ยงความร้อนในช่วง 48-72 ชั่วโมงแรก เพื่อลดการระคายเคืองและป้องกันปัญหาผิวคล้ำหลังเลเซอร์ (PIH) ทีมแพทย์ของ V Clinic by Dr. Fang (VCDF) แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยนที่ผ่านการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง ควบคู่กับการติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพื่อผลลัพธ์ผิวเรียบเนียนที่ปลอดภัยในระยะยาว กลไกการฟื้นฟูผิวและเหตุผลทางคลินิก เมื่อลำแสงเลเซอร์กำจัดขนทำงาน พลังงานความร้อนจะถูกดูดซับโดยเม็ดสีเมลานินในรากขน (Follicle) เพื่อทำลายการเจริญเติบโตของเส้นขนในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความร้อนที่เกิดขึ้นนี้ย่อมส่งผลกระทบเล็กน้อยต่อผิวหนังชั้นบน (Epidermis) ทำให้เกิดอาการแดง ร้อนวูบวาบ คล้ายผิวไหม้แดดอ่อนๆ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติของผิว ในขั้นตอนนี้ แพทย์หญิง วิภาวี วงศ์ดี (หมอฟาง) (ว.53499), ผู้อำนวยการทางการแพทย์ เน้นย้ำว่าการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์หลังทรีตเมนต์ (Aftercare) มีความสำคัญไม่แพ้ตัวเครื่องเลเซอร์เอง เพราะผิวที่ผ่านความร้อนมาใหม่จะมีเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ที่อ่อนแอลงชั่วคราว จำเป็นต้องได้รับสารที่ช่วยลดการอักเสบ (Anti-inflammatory) เช่น Aloe Vera, Centella Asiatica หรือ Panthenol เพื่อเร่งการซ่อมแซมเซลล์ผิว ทาง WHOA (Wipawee House of Aesthetics) และ VCDF เลือกใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และตัวยาแท้ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องจาก อย.

หมอฟาง (ว.53499)อ่านต่อ →
Sylfirm X คืออะไร? เทคโนโลยี RF Microneedling รักษาหน้าแดง ฝ้า และผิวบางได้จริงหรือ
All_Branches

Sylfirm X คืออะไร? เทคโนโลยี RF Microneedling รักษาหน้าแดง ฝ้า และผิวบางได้จริงหรือ

Sylfirm X คือนวัตกรรม RF Microneedling ที่ใช้คลื่นความถี่วิทยุแบบ Pulse Wave ควบคู่กับ Continuous Wave ซึ่งออกแบบมาเพื่อรักษาทั้งปัญหาเส้นเลือดฝอย ฝ้า หน้าแดง และฟื้นฟูโครงสร้างผิวในครั้งเดียว โดยเป็นเทคโนโลยีที่ V Clinic by Dr. Fang (VCDF) คัดสรรมาเพื่อตอบโจทย์ผิวคนเอเชียที่มีความซับซ้อนของเม็ดสีและหลอดเลือดมากกว่าผิวชาวตะวันตก กลไกการทำงานทางคลินิก: ทำไม Sylfirm X ถึงต่างจาก RF Microneedling ทั่วไป หัวใจสำคัญของ Sylfirm X คือการปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุผ่านเข็มขนาดเล็กจิ๋วลงสู่ชั้นผิวหนังในรูปแบบ "Pulse Mode" ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะที่ได้รับสิทธิบัตร (Patented) แตกต่างจากเครื่อง RF Microneedling ทั่วไปที่ปล่อยพลังงานแบบต่อเนื่อง (Continuous) เพียงอย่างเดียว การปล่อยพลังงานแบบ Pulse ช่วยให้ความร้อนเข้าไปกระตุ้นเฉพาะจุดที่มีความผิดปกติของหลอดเลือดฝอย (Vascular Lesion) โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อผิวหนังปกติโดยรอบมากเกินไป ส่งผลให้สามารถรักษาอาการหน้าแดงจากโรคโรซาเซีย (Rosacea) เส้นเลือดฝอยแตก และความร้อนสะสมในผิว (Heat Rash) ได้อย่างแม่นยำ ในขณะเดียวกัน โหมด Continuous Wave จะทำหน้าที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างผิว ลดรูขุมขนกว้าง และปรับสีผิวไม่สม่ำเสมอจากฝ้าและรอยดำ ที่ VCDF และ Wipawee House of Aesthetics (WHOA) เราเลือกใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และตัวยาแท้ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องจาก อย.

หมอฟาง (ว.53499)อ่านต่อ →